เด็กทารก เด็กแรกเกิด อยู่ร่วมกับ สัตว์เลี้ยงได้มั้ย ? วิธีทำให้สุนัขคุ้นเคยกับเด็ก

โพสต์โดย: admin | เมื่อ: 2016-5-13 20:26| เปิดอ่าน: 2287| ความคิดเห็น: 0

สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง เช่น น้องหมา น้องแมว กับหลากหลายคำถามเกี่ยวกับ การเลี้ยงสัตว์ กับ การมีเด็กเล็กๆ เด็กทารก เด็กอ่อน เพิ่งเกิด หรือเด็กกำลังโต เลี้ยงด้วยกันได้ไหม มีอันตรายไหม จะติดเชื้อโรค เป็นโรค หรืออันตรายไหม วันนี้นำบทความ ดีดีมาให้อ่าน สำหรับคนที่ต้องการคำตอบกับเรื่องเหล่านี้
    

เตรียมตัวเตรียมใจให้สัตว์เลี้ยง เมื่อคุณแม่กำลังจะมีน้อง
บทความโดย chantima khemjinda (ร้านคิดส์ดี www.kidsd.net)

สำหรับคุณแม่ที่กำลังจะมี"ลูกคนแรก"เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัว แต่ในขณะเดียวกันที่บ้านก็มีสมาชิกเก่าคือเจ้าตูบผู้อยู่มาก่อน แน่นอนว่าตัวคุณเองตระหนักถึงภาระหน้าที่ของคุณแม่ลูกอ่อนเป็นอย่างดีว่าต้องจัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้สำหรับเด็กอ่อน เปิดตำรับตำราเพื่อศึกษาถึงวิธีเลี้ยงลูก แต่คุณอาจกำลังลืมไปว่าเจ้าตูบผู้เป็นเสมือนลูกคนแรกของคุณยังไม่ระแคะระคายว่าภาระหน้าที่ของคุณแม่ลูกอ่อนจะขโมยเวลาแห่งความสุขที่เขาเคยได้รับจากคุณ การเตรียมตัวเตรียมใจให้กับสัตว์เลี้ยงเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณแม่มือใหม่มักมองข้ามไป

สัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะสุนัข มีความฉลาดแสนรู้ มีความรู้สึกนึกคิด แสดงออกถึงความรัก โกรธ และอิจฉาไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ จะว่าไปสัตว์เลี้ยงของคุณก็อยู่ในสถานะที่ไม่ต่างอะไรกับการเป็นลูกคนโต จู่ ๆ คุณแม่ก็พาน้องที่เป็นเด็กทารกที่เปรียบเสมือนคนแปลกหน้าสำหรับเขาเข้ามาในบ้าน ประคบประหงบ ดูแลเอาใจใส่เจ้าทารกน้อยคนนี้ทั้งวันทั้งคืน ไม่มีเวลาให้กับพี่ชายคนโตสี่ขาอย่างเขา ไม่ยอมให้เข้าใกล้กระโดดเลียแก้มเหมือนเคย เล่นกับเขาน้อยลง จะแอบดอดเข้าไปใกล้เพื่อทำความรู้จักสมาชิกใหม่ก็โดนดุให้ออกห่าง โดนกักบริเวณไม่ให้เข้าถึงในพื้นที่ ๆ เคยได้รับอิสระ แล้วอย่างงี้จะไม่ให้ลูกคนโตสับสน น้อยใจ เกิดอาการเครียด หรือถึงขึ้นตรอมใจได้อย่างไร คุณคงไม่อยากให้เจ้าตูบแสนรักของคุณรู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในสถานะ"หมาหัวเน่า"


สำหรับคิดส์ดี-มีสาระ บทความนี้มีคำแนะนำสำหรับคุณแม่ที่กำลังจะมีน้องคนแรก และที่บ้านมีสัตว์เลี้ยง(สุนัข)เป็นสมาชิกสี่ขาผู้อยู่มาก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับสัตว์เลี้ยงรับมือกับการมีเด็กทารกตัวน้อย ๆ เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในบ้านอีกคน ลองติดตามอ่านดูนะครับ

    

การเตรียมตัวและเตรียมใจให้สัตว์เลี้ยงในช่วงก่อนคลอด

1. มอบภาระหน้าที่ในการเป็นผู้เลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงให้กับสมาชิกท่านอื่นในบ้าน สถานะ "คุณแม่ลูกอ่อน" ที่ต้องทุ่มเทเวลาหมดไปกับการเลี้ยงดูเด็กทารกตัวน้อยซึ่งต้องการการดูแลเอาใจใส่แทบจะตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นภาระหน้าที่ที่เคยต้องเป็นผู้ดูแลเอาใจใส่ ใช้เวลาส่วนใหญ่คลุกคลีอยู่ด้วยกันกับสัตว์เลี้ยง ภาระหน้าที่นี้จำเป็นต้องมอบหมายให้กับสมาชิกคนอื่นในบ้านเป็นผู้ดูแลแทน เพื่อไม่ให้สุนัขเกิดความเครียดจากการขาดการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าของ
สำหรับการมอบหมายหน้าที่ ในช่วงเริ่มต้นสามารถทำได้โดยการลดช่วงเวลาที่คุณแม่เคยใช้ทำกิจกรรมร่วมกันกับสุนัขให้น้อยลง เช่นการพาสุนัขออกไปเดินเล่น ให้อาหาร หรือใช้เวลาอยู่ร่วมกัน โดยค่อย ๆ ลดเวลาลงอาจจะเริ่มจากวันละ 20 นาที เพื่อให้สัตว์เลี้ยง ค่อย ๆ ปรับตัวในการใช้เวลาอยู่กับผู้เลี้ยงคนใหม่ แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มเวลามากขึ้น ๆ (คุณแม่ก็ค่อย ๆ ลดเวลาที่คลุกคลีอยู่กับสัตว์เลี้ยงให้น้อยลง ๆ) จนสุนัขเริ่มคุ้นเคยและสามารถใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับผู้เลี้ยงคนใหม่ได้ สำหรับผู้ที่จะมารับหน้าที่แทนควรเป็นสมาชิกในบ้านคนที่สุนัขสนิทสนมรองลงมาจากเจ้าของ

2.พาสุนัขไปทำหมัน การทำหมันสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงจะเป็นการช่วยลดสัญชาติญานทางเพศที่คอยขับเคลื่อนพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง ดุร้าย หรือแม้แต่พฤติกรรมที่ชอบกัดสมาชิกในบ้านลงได้ ซึ่งปัจจุบันสัตว์เลี้ยงทุกตัวก็จะได้รับคำแนะนำจากสัตว์แพทย์ให้ต้องพาไปทำหมันเมื่อถึงช่วงอายุที่เหมาะสม (สุนัขจะประมาณอายุ 6 เดือนเป็นต้นไป)

3.ปรับพฤติกรรม สุนัขก็ไม่ต่างกับคน
พฤติกรรมไม่ดีทั้งหลายไม่ว่าจะเกิดจากสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงหรือเป็นพฤติกรรมที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เช่น การกระโจนเข้าหาเจ้าของขณะที่ดีใจ(ซึ่งอาจะทำให้เกิดอันตรายทั้งกับแม่และเด็กในขณะที่อุ้มลูก โดยเฉพาะกับสุนัขตัวโต ) หรือการแสดงออกทางพฤติกรรมที่ก้าวร้าว เช่นการเห่าหรือกัดสมาชิกในบ้านซึ่งไม่ใช่คนแปลกหน้า พฤติกรรมเหล่านี้สามารถปรับลดหรือควบคุมได้ โดยการปรับพฤติกรรมด้วยการฝึกให้สุนัขอยู่ในอาการสงบนิ่งเชื่อฟังคำสั่ง ซึ่งทำได้โดยการนำสุนัขไปเข้าคอร์ดฝึกเพื่อเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและเรียนรู้ในการเชื่อฟังคำสั่ง

4.ตัดเล็บสัตว์เลี้ยง ควรตัดเล็บสัตว์เลี้ยงให้สั้นเพื่อลดอันตรายที่อาจเกิดจากการบาดเจ็บ
ในขณะที่สุนัขกระโจนแสดงความดีใจหรือเข้ามาเล่นคลุกคลีกับเด็ก

5.สร้างความคุ้นเคยให้กับสัตว์เลี้ยง เราสามารถสร้างความคุ้นเคยกับเด็กทารกในเบื้องต้นให้กับสุนัขได้ โดยการจำลองกิจกรรมการเลี้ยงดูเด็กอ่อน เช่น

5.1 สร้างความคุ้นเคยกับเสียงเด็กร้อง โดยการเปิดเสียงร้องของเด็กทารก แบบค่อย ๆ เริ่มเปิดเสียงจากเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ปรับเสียงดังขึ้น ๆ แล้วสังเกตุปฏิกิริยาของสุนัข ถ้าสุนัขมีการตอบสนองในทางที่ไม่ดีหรือไม่ชอบเสียง เช่นอาการตกใจกลัว หรือเห่าไม่หยุด ก็ให้หรี่วอลลุ่มลงหรือปิดเสียงไปเลยแล้วนำมาเปิดในวันใหม่ โดยเริ่มจากเสียงที่หรี่เบาและค่อย ๆ ปรับขึ้นทีละนิด ๆ ทำอย่างนี้จนสุนัขเริ่มคุ้นเคยกับเสียงร้องของเด็กทารก ไม่แสดงอาการเห่า หรือตกใจกลัว ข้อควรระวังเมื่อสุนัขแสดงอาการไม่ชอบเสียงร้อง ห้ามดุหรือเอ็ดเพราะจะทำให้สุนัขเกิดทัศนคติในเชิงลบต่อเสียงร้องของเด็กทารก

5.2 จำลองการเลี้ยงเด็กทารกโดยใช้ตุ๊กตา
เราสามารถจำลองกิจกรรมการเลี้ยงเด็กทารกได้โดยการหาตุ๊กตาที่มีขนาดใกล้เคียงกับทารกไซส์แรกเกิด แล้วนำมาพันด้วยผ้าขนหนูหรือผ้าห่อตัวเด็กเหมือนการห่อตัวเด็กอ่อนจริง ๆ แล้วทำกิจกรรรมเลียนแบบการเลี้ยงเด็กทารกจริง ๆ เช่นการพาเดินอุ้มไปรอบ ๆ บ้าน พร้อม ๆ กับเรียกชื่อลูก(ที่ตั้งไว้แล้ว) การอาบน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม หรือแม้กระทั่งพาใส่รถเข็นเดินเล่นไปพร้อม ๆ กับสุนัข สำหรับข้อพึงระวังเมื่อสุนัขแสดงอาการไม่ชอบในพฤติกรรมใด ๆ ในการเลี้ยงเด็กทารกของเรา "ห้ามดุหรือเอ็ดให้สุนัขกลัว" เพราะจะทำให้สุนัขจำเหตุการณ์และสภาพแวดล้อมณ.ช่วงเวลานั้น พาลให้ไม่ชอบเหตุการณ์หรือสภาพแวดล้อมในลักษณะคล้าย ๆ กัน ในทางกลับกันควรมีขนมหรือของกินเป็นการให้รางวัลไปด้วยในขณะที่ทำกิจกรรมจำลองการเลี้ยงเด็กทารก เพื่อให้สุนัขเกิดความพึงพอใจในกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกัน

5.3 พาเด็กเล็ก ๆ มาเยี่ยมบ้าน
สำหรับบ้านที่ไม่มีสมาชิกลูกหรือหลานเป็นเด็กเล็ก การให้ญาติ ๆ หรือเพื่อน ๆ พาเด็ก ๆ มาเที่ยวเล่นที่บ้านก็มีส่วนช่วยสร้างความคุ้นเคยให้กับสุนัขแม้จะไม่เหมือนกับเด็กทารกจริง ๆ แต่การมีเด็กตัวเล็ก ๆ มาวิ่งเล่น ได้ยินเสียงแหลมเล็กของเด็ก ๆ ที่แปลกไปจากเสียงผู้ใหญ่ก็จะช่วยให้เราสังเกตุพฤติกรรมและปฏิกิริยาของสุนัขที่มีต่อเด็กเล็ก ๆ ได้ว่าแสดงออกในทางเป็นมิตรหรือไม่ต้อนรับเพื่อเตรียมรับมือ ทั้งนี้ต้องเป็นสุนัขที่ไม่มีพฤติกรรมดุร้ายหรือกัดคนแปลกหน้า คราวหน้าจะมาต่อตอนที่ 2 นะครับ สำหรับการเตรียมพร้อมสัตว์เลี้ยงในการ"ต้อนรับสมาชิกตัวน้อยเข้าบ้าน"


    


เด็กทารกและสัตว์เลี้ยงอยู่ร่วมกันได้มั้ย?
บทความจาก th.theasianparent.com

สัตว์เลี้ยงจะทำร้ายลูกฉันมั้ย?

ไม่มีอะไรต้องกังวลสักนิดเลยค่ะ นอกจากว่าสัตว์เลี้ยงของคุณจะก้าวร้าว ดุร้าย หรือเป็นประเภทหวงอาณาเขตอย่างรุนแรง สุนัขส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับเด็กทารก ในขณะที่แมวก็มีนิสัยเชื่องโดยธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่สัตว์เลี้ยงของคุณจะทำร้ายลูกของคุณ ต่อให้ลูกน้อยของคุณป่วนหรือลงไม้ลงมือกับสัตว์เลี้ยงของคุณ มันก็จะไม่จู่โจมตอบ ส่วนใหญ่ก็มักจะเดินหนีไปจากเจ้าตัวน้อยจอมป่วน

ขนสัตว์จะทำให้ลูกเป็นภูมิแพ้มั้ย?

ตามทฤษฎีแล้ว ขนสัตว์ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ แต่เป็นสิ่งที่ติดอยู่ในขนต่างหากที่กระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ ดังนั้นการรักษาให้สัตว์เลี้ยงสะอาดอยู่เสมอจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดภูมิแพ้ได้

อย่างไรก็ตาม คุณควรจำไว้ว่าผู้ปกครองที่เป็นภูมิแพ้อยู่แล้วไม่ว่าประเภทใดก็ตาม จะทำให้ลูกมีโอกาสเป็นภูมิแพ้ได้มากขึ้นจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ไม่ว่าจะเป็นภูมิแพ้ชนิดเดียวกันหรือคนละชนิด

ยังมีหลักฐานทางวิทยศาสตร์ซึ่งบ่งชี้ว่าการที่เด็กอยู่ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงตั้งแต่ยังเล็กจะช่วยลดโอกาสการเกิดอาการที่เกี่ยวเนื่องกับภูมิแพ้ เช่น หอบหืด ได้ คล้ายกับว่าเด็กจะสามารถปรับตัวเข้ากับขนสัตว์ (และสิ่งอื่น ๆ ที่อยู่ในขนที่กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้) ได้ และทำให้มีภูมิป้องกันตั้งแต่ต้น

สัตว์เลี้ยงจะอิจฉาเด็กมั้ย?


นอกจากว่าสัตว์เลี้ยงของคุณจะเป็นประเภทไม่ค่อยสนใจอะไรอยู่แล้ว สัตว์ส่วนใหญ่จะรู้สึกเหมือนโดนทอดทิ้งเมื่อมีสมาชิกใหม่เข้ามาอยู่ในบ้าน มันอาจจะรู้สึกหงุดหงิด กินน้อยลง และอาจถึงขั้นตีตัวออกห่างจากมนุษย์

แม้ว่าคุณอาจรู้สึกว่าต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับเจ้าตัวเล็ก คุณควรจะหาเวลาอยู่กับสัตว์เลี้ยงของคุณเพียงลำพังในแต่ละวันบ้าง พูดให้เห็นภาพคือ เราควรให้เวลากับสัตว์เลี้ยงเหมือนกับมันเป็นพี่คนโตของเจ้าตัวเล็ก


จะเตรียมตัวสัตว์เลี้ยงอย่างไรให้พร้อมรับเจ้าตัวน้อย?


ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่เชื่อว่าสุนัขหรือแมวของคุณเข้าใจภาษามนุษย์ได้ พยายามเล่าให้มันฟังเกี่ยวกับสมาชิกใหม่ที่กำลังจะเข้ามาอยู่ในบ้าน ประหนึ่งว่ามันเป็นลูกคนโตของคุณ สัตว์เลี้ยงมักทำหน้าที่เหมือนพี่คนโต เช่น เล่นกับเจ้าตัวเล็ก หรือคอยดูแลเด็กเวลาที่คุณไม่ได้เฝ้า การเตรียมตัวให้สัตว์เลี้ยงของคุณพร้อมสำหรับสมาชิกใหม่จึงถือเป็นสิ่งจำเป็น

เราแนะนำให้คุณเตรียมจัดห้องไว้ให้เจ้าตัวเล็กล่วงหน้า เพื่อให้สัตว์เลี้ยงรู้สึกคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงภายในบ้าน ถ้าคุณอยากให้สัตว์เลี้ยงอยู่ห่างจากเปล หรือห้องลูก นี่เป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะฝึกให้มันรู้จักอาณาเขตใหม่

อาจจะฟังดูประหลาดสำหรับบางคน แต่เป็นความคิดที่ดีที่จะให้สัตว์เลี้ยงได้ทำความคุ้นเคยกับเด็กก่อนที่คุณจะคลอด สัตว์มีประสาทสัมผัสไวกว่ามนุษย์หลายเท่า ดังนั้นเสียงเด็กทารกกรีดร้องอาจจะมากมายเกินกว่าหูอันอ่อนไหวของพวกมันจะรับไหว การฝึกให้มันคุ้นเคยกับเสียงจะช่วยให้มันสามารถปรับตัวได้ดีขึ้น


เด็กทารกและสัตว์เลี้ยงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

หลายครอบครัวสามารถเลี้ยงลูกโดยมีสัตว์เลี้ยงอยู่ร่วมชายคาได้อย่างมีความสุข อันที่จริงสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่มักสามารถปรับตัวเข้ากับสมาชิกตัวน้อยได้เป็นอย่างดี และเกิดความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์ สัตว์เลี้ยงของคุณจะกลายเป็นเพื่อนเล่นที่ดีที่สุดของลูก และความสัมพันธ์นี้จะช่วยปลูกฝังนิสัยรักสัตว์ให้กับเด็กอีกด้วย

ลูกชายของฉันชอบเล่นกับแมวของเรามาก กระทั่งยอมให้มันไปนอนด้วยบนเตียง ปัจจุบันเขาอายุ 20 เดือนแล้ว และไม่เคยมีอาการเจ็บป่วยใด ๆ ด้วยสาเหตุจากสัตว์เลี้ยง ฉันคิดว่าเขาไม่น่าจะมีปัญหากับขนสัตว์อีก


    

3 ข้อคิดก่อนตัดสินใจมีสัตว์เลี้ยงเมื่อลูกยังเป็นเด็กทารก
บทความจาก www.babytrick.com

การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัข หรือ แมว ในช่วงที่ลูกของเรายังเป็นวัยทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 6 ขวบปีแรกนั้น จะต้องคำนึงถึงหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เราจะเอาใจใส่ให้กับสัตว์เลี้ยง, ความเหมาะสมของสัตว์เลี้ยงที่จะนำเข้ามาร่วมในครอบครัว รวมถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างสัตว์เลี้ยงกับลูกของเรา ดังนั้นก่อนที่คุณจะนำสัตว์เลี้ยงใดๆ เข้ามาอยู่ร่วมในครอบครัวซึ่งมีเด็กอ่อน หรือเด็กทารกอยู่ด้วยนั้น ต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลักที่สำคัญดังนี้


1. คุณสามารถแบ่งมาให้กับสัตว์เลี้ยงของคุณมากแค่ไหน
ปัจจัยเรื่องเวลาถือเป็นสิ่งสำคัญมากของผู้ที่คิดจะมีสัตว์เลี้ยง ยิ่งคุณต้องทำงานนอกบ้าน, ทำความสะอาดบ้าน ฯลฯ รวมถึงยังต้องดูแลลูกซึ่งหากลูกของคุณเเพิ่งจะออกมาดูโลกด้วยแล้ว เวลาเกือบทั้งหมดของคุณมักจะต้องทุ่มเทให้กับลูกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ลูกนอน ตอนลูกตื่น สิ่งเหล่านี้จะดึงเวลาของคุณไปเกือบทั้งหมดของวัน นี่ยังไม่รวมเวลาพักผ่อนส่วนตัวของคุณเองและคนรักที่จะต้องมีให้กันและกันด้วย

หากคุณมั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการเวลา และแบ่งเวลามาดูแลอีกหนึ่งชีวิตอย่างเจ้าสัตว์เลี้ยงแสนรักของคุณได้แล้วละก็ ประเด็นนี้ก็ผ่านไปด้วยดี แต่หากคุณลองคิดแล้วเห็นว่า คุณคงไม่มีเวลามาเล่นกับมัน ให้อาหาร พูดคุย หรือพามันไปเดินเล่น ขอแนะนำว่าคุณอย่าเพิ่งนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาร่วมในครอบครัวของคุณจะดีกว่า เพราะสัตว์เลี้ยงทุกชนิดต่างก็ต้องการความรัก ความเอาใจใส่จากเจ้าของเช่นกัน

2. สัตว์เลี้ยงของคุณเหมาะกับวัยของลูกของคุณหรือเปล่า
เด็กทารกแรกเกิดกับเด็กที่อายุมากกว่า 6 ปี ร่างกายมีภาวะภูมิคุ้มกันไม่เท่ากัน ความแข็งแรง และความสนใจต่อโลกภายนอกก็ไม่เท่ากัน รวมถึงการสื่อสาร การช่วยเหลือตัวเองจากสิ่งรบกวนก็ไม่เท่ากัน หลายครั้งจึงเกิดเหตุการณ์ที่สัตว์เลี้ยงบางประเภททำร้ายเด็กในบ้าน ความผิดไม่ได้เกิดจากสัตว์เลี้ยงแต่อย่างใด แต่สาเหตุที่สัตว์เลี้ยงทำร้ายเด็กเล็กภายในบ้านนั้น เกิดจากสัญชาติญาณของสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดที่อาจจะเกิดความรำคาญ หรือโกรธจากสิ่งเร้าที่ลูกของเราไปทำกับเขาไว้นั้นเอง

ยกตัวอย่างเช่น สุนัข ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมในบ้าน หลายครอบครัวนั้นคิดว่าสุนัขที่เราเลี้ยงมาตั้งแต่ตัวเล็กๆ มันคงไม่ทำร้ายลูกของเราเด็ดขาด แต่หารู้ไม่ว่า สุนัขที่เหมาะกับบ้านที่มีเด็กเล็กหรือเด็กอ่อนนั้นมีไม่กี่สายพันธุ์เท่านั้น บางสายพันธุ์ไม่เหมาะที่จะนำมาเลี้ยงเมื่อในบ้านเมื่อเรามีเด็กอ่อนหรือลูกยังอยู่ในวัยทารกแรกเกิด เพราะสุนัขบางสายพันธุ์เป็นพวกที่มีความอดทนต่อสิ่งเร้าภายนอกต่ำ นอกจากนั้นสุนัขบางสายพันธุ์เป็นพวกชอบเห่า ชอบหอน จะทำให้ลูกของเราที่ยังนอนหลับไม่เป็นเวลาต้องตื่นนอนเพราะสิ่งเห่าหอนของพวกมัน

นอกจากนั้นหากผู้เลี้ยงไม่ใส่ใจในตัวสัตว์เลี้ยงให้มาก มันก็อาจจะเป็นพาหะนำพาเชื้อโรคต่างๆ เข้ามาในบ้าน และอาจจะมาถึงตัวลูกของเราได้ง่ายๆ เช่นกัน

สำหรับสุนัขที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่า น่าจะเหมาะสำหรับบ้านที่มีเด็กๆ (แต่ไม่ได้ออกมาแนะนำแบบฟันธงว่ามันเหมาะสำหรับบ้านที่มีเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปีนะค่ะ) ได้แก่ สุนัขพันธุ์บีเกิ้ล (Beagle), โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ (Golden Retriever), พุดเดิ้ล (Poodle) และ ลาบาดอล (Labrador) แต่ไม่ว่าจะเป็นสุนัขสายพันธุ์ไหนก็ตาม ต้องแน่ใจว่ามันถูกฝึกให้เชืองและฟังคำสั่งของคนในบ้านแล้ว

3. บทบาทของคุณและลูกของคุณกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก
พ่อแม่บางคนอยากให้ลูกได้เติบโตมาพร้อมๆ กับสัตว์เลี้ยง เพื่อให้เขามีนิสัยที่อ่อนโยน มีระเบียบวินัยและรู้จักช่วยเหลือผู้อื่น นี่ก็เป็นข้อดีหากเราเลี้ยงลูกของเราและฝึกให้ลูกของเราเอาใจใส่และมีความรักกับสัตว์เลี้ยงของเรา แต่หากคุณเองไม่สามารถสอนหรือแนะนำลูกว่าต้องวางตัวอย่างไร ต้องปฏิบัติตัวเองอย่างไร และมีหน้าที่อย่างไรกับสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน สิ่งที่คุณวาดหวังว่าลูกของคุณจะเติบโตมาพร้อมกับสัตว์เลี้ยงที่น่ารักคงต้องเป็นแค่ความเพ้อฝันเท่านั้น

    

การจะมอบหมายให้ลูกรู้จักมอบความรัก และอ่อนโยนต่อสัตว์เลี้ยง คุณในฐานะพ่อและแม่ ต้องทำเป็นตัวอย่างที่ดีก่อน เพราะเด็กตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึง 6 ขวบปีแรก เด็กจะมองพฤติกรรมของพ่อแม่และผู้เลี้ยงดูเป็นตัวอย่าง หากพ่อแม่มีความอ่อนโยน มอบความรักให้กับสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน เด็กก็จะซึมซับสิ่งเหล่านี้ตามไปด้วย และจิตใจของเขาก็จะอ่อนโยน รู้จักมอบความรักให้คนอื่นเช่นกัน

ทั้งนี้การนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาในบ้านที่มีเด็กอ่อนหรือเด็กในวัยแรกเกิดถึง 6 ปีแรก อาจจะเหมาะหรือไม่เหมาะก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของคนในบ้านเป็นสิ่งสำคัญ หากครอบครัวไหนสามารถปรับตัวได้ แบ่งเวลาได้ชัดเจน การมีสัตว์เลี้ยงร่วมกับเด็กอ่อนก็ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ

08705fbc09d58716028c8b069975f6ee.jpg
540cf2b1cc8fa533dd293aa97d0764d1.jpg
305b5d330dae8a0367d8062cfccdf26d.jpg
8a98917ec7cc5777acb2c4389ceafa68.jpg
CiU5kuFVEAAlr4I.jpg


ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้